Elliott Wave คืออะไร ทฤษฎี Elliott Wave เป็นอีกเรื่องที่นับว่าน่าสนใจไม่น้อยสำหรับเทรดเดอร์สายวิเคราะห์ทางเทคนิค ทฤษฎี Elliott Wave ถูกคิดค้นขึ้นโดย Ralph Nelson Elliott ใครที่เริ่มศึกษา Technical Analysis ต้องได้ยิน เรื่องราวเกี่ยวกับ Elliott Wave อย่างแน่นอน เขาว่าขาขึ้น มี  5 คลื่น  1-2-3-4-5  ขาถอย มี 3 คลื่น  A-B-C เขาว่า คลื่น 3 จะยาว และวิ่งแรง ให้หาคลื่น 3 ให้เจอ แล้วซื้อถือไปเลย

ใครเป็นผู้เขียน? เราควรจะกล่าวขอบคุณ Ralph เนลสันเอลเลียต (1871 – 1948) ซึ่งเป็นนักบัญชีและนักเศรษฐศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1983 เขาได้ตีพิมพ์หนังสือ ‘The Wave Principle’ และหนังสือเล่มที่สอง ‘Nature’s Law – The Secret of the Universe’ ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1946 เอลเลียตอธิบายรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในตลาดตามกฎที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

Elliott Wave คืออะไร @Ralph Nelson Elliott

Elliott Wave คืออะไร

Elliott Wave คือ พฤติกรรมของกราฟที่มีลักษณะเป็นลูกคลื่น (คือกราฟมีลักษณะของการขึ้น ลง ขึ้น ลง) ซึ่งพฤติกรรมการขึ้นลงดังกล่าวเกิดจากพฤติกรรมของคนที่เล่นหุ้น หรือเทรด Forex นั่นเอง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมซ้ำๆ หลายๆครั้ง จนสามารถนำมาคำนวณเป็นสูตรของ Elliott Wave ได้ โดยปกติแล้ว คลื่น Elliott Wave จะประกอบไปด้วย 5 คลื่นใหญ่ๆดังต่อไปนี้ คือคลื่นขาขึ้นจำนวน 5 ลูก และคลื่นขาลงอีก 3 ลูก และคลื่นที่มีความสำคัญมากที่สุดของการเทรดคือคลื่นลูกที่ 3 ครับ (นึกถึงคำว่า อัศวินคลื่นลูกที่สามของใครสักคน)

การวิเคราะห์ Elliott Wave คืออะไร เกี่ยวกับอะไร?

คุณอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับคลื่น Elliott หรืออาจจะเคยเห็นการนับคลื่น นั่นเป็นเพราะในปัจจุบันการวิเคราะห์คลื่นเอลเลียตเป็นหนึ่งในวิธีการที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในการคาดการณ์ ตลาด Forex ทำไมนะเหรอ? หลักการ Elliott Wave เป็นเครื่องมือเดียวในประสบการณ์ของเราที่สามารถจัดเรียงการเคลื่อนไหวของราคาในทุกๆ กรอบเวลาตั้งแต่แผนภูมิรายเดือนหรือแม้แต่รายปีไปจนถึงกรอบเวลาหนึ่งนาที ตัวอย่างเช่นคุณสามารถซื้อขายได้ในแผนภูมิระหว่างวัน แต่ในเวลาเดียวกันคุณยังมีภาพที่ใหญ่กว่า เพียงแค่ใส่คลื่นเอลเลียตที่เป็นดีเอ็นเอของตลาดลงไป ในบทความต่อไปนี้เราจะแนะนำคุณเกี่ยวกับหลักการ Elliott Wave ไปดูกันเถอะ.

ประโยชน์ของการใช้ Elliott Wave

การใช้ Elliott Wave จะสามารถช่วยทำให้เรา มองหาจุดข้าวของสัญญาณได้ หากเรามองกราฟของ Elliott Wave เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมันเป็นคลื่นลูกที่สาม และคุณสามารถเข้าไปอยู่ในช่วงต้นของคลื่นได้ ก็จะสามารถทำกำไรได้สูงมากๆ อาจมากเสียจนกลายเป็นกำไรตลอดทั้งปีของคุณเลยก็ได้ ข้อดีอีกประการหนึ่งของการเลือกใช้ Elliott Wave คือ คุณสามารถรู้จุดที่จะสามารถเทรด ทำกำไรได้ง่ายมากๆ และที่สำคัญคือมันเป็นความชัวร์อย่างแน่นอนที่คุณจะได้เงิน

ปัญหาของ Elliott Wave คืออะไร

Elliott Wave เมื่อเอาเข้าจริงๆแล้ว ก็ยังเป็นอะไรที่ใช้งานยากมากๆ โดยเฉพาะในส่วนของจังหวะของการใช้คลื่น เพราะบางคนก็ว่า เป็นคลื่นลูกที่สาม บางคน ก็ว่าเป็นคลื่นลูกที่อื่นๆ ทำให้ ไม่รู้ว่าตกลงแล้วจะเชื่อใครดี

รูปแบบ Elliott Wave

Elliott Wave เราสามารถจำแนกรูปแบบของคลื่นได้เรียงจากรูปแบบใหญ่ไปจนถึงรูปแบบขนาดเล็กได้ดังนี้

Wave DegreeImpulse Wave (5)Correction Wave (3)
Grand Supercycle[I] [II] [III] [IV] [V][A] [B] [C]
Supercycle(I) (II) (III) (IV) (V)(A) (B) (C)
CycleI II III IV VA B C
Primary[1] [2] [3] [4] [5][A] [B] [C]
Intermediate(1) (2) (3) (4) (5)(a) (b) (c)
Minor1 2 3 4 5A B C
Minuettei ii iii iv va b c
Sub Minuette1 2 3 4 5a b c

จะสังเกตได้ว่า Elliott Wave จะทำการแบ่งคลื่นออกเป็นทั้งหมด 8 ส่วนด้วยกัน โดยจะเป็น Impulse Wave 5 คลื่น และเป็น Correction Wave 3 คลื่น ซึ่งจากตารางด้านบนจะทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วรูปแบบของ Elliot Wave มันจะแบ่งเป็นคลื่นใหญ่ แล้วในคลื่นใหญ่ก็จะมีคลื่นย่อย ในคลื่นย่อยก็ยังมีคลื่นย่อยลงไปอีกเรื่อยๆ พูดไปอาจไม่เห็นภาพ เราลองไปดูโครงสร้างอย่างง่ายของ Elliott Wave กันก่อนดีกว่า

ทฤษฎี Elliott Wave

จะเห็นว่าคลื่นด้านบนจะแบ่งเป็นทั้งหมด 8 คลื่น จริงๆ ด้วย ซึ่งจากรูปด้านบนจะเห็นว่า Impulse Wave จะเป็นรอบของ Bull Market (นับตั้งแต่คลื่นที่ 1 จนถึงคลื่นที่ 5) และในขณะเดียวกันใน Correction Wave ก็จะเป็นรอบของ Bear Market เช่นกัน (นับตั้งแต่คลื่นที่ A จนถงคลื่นที่ C) โดยแต่ละคลื่นจะมีความหมายของมันอยู่ครับ แต่เอาเป็นว่ารูปด้านบนยังคงเป็นรูปแบบอย่างง่ายอยู่ เราลองมาดูอีกรูปแบบนึงนะครับ เพื่อจะได้เข้าใจว่าในคลื่นใหญ่ก็สามารถมีคลื่นย่อยอยู่ในนั้นได้ด้วย

ทฤษฎี Elliott Wave

เอาล่ะ ผมอยากให้คุณรู้ว่ารูปนี้้ยังคงเหมือนกับรูปที่แล้ว เพียงแค่ว่าในคลื่นใหญ่ยังคงมีคลื่นย่อยแทรกอยู่อีก (นี่แหละคือสิ่งที่ผมพยายามจะบอก) ซึ่งมันเหมือนกับเอา Elliott Wave แบบแรกมาเรียงต่อๆ กันเลย แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้นซะทีเดียว ให้ลองสังเกตในช่วง Bull Market จะเห็นว่าก่อนที่ทิศทางจะเปลี่ยนไปเป็น Bear Market จะเห็นว่าในคลื่นย่อย ช่วง Correction Wave จะหายไป (เพราะเหลือแค่ Impulse Wave เท่านั้นเอง)

ในช่วง Bear Market เราจึงเห็น Elliott Wave แบบกลับหัวแทน นี่แหละคือสิ่งที่ผมพยายามจะบอก และเป็นสิ่งที่คุณควรรู้ด้วยว่าราคาจริงๆ มันไม่ได้บอกง่ายเหมือนในแบบแรก สิ่งสำคัญคือคุณจะต้องพยายามมองให้ออกว่าตอนนี้คุณกำลังอยู่ตรงไหน ช่วงไหนของกราฟ ถ้าคุณระบุได้ คุณก็เอาตัวรอดในตลาดได้แล้วล่ะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ราคามันไม่ได้มองกันง่ายๆ แบบในรูปแรกหรือรูปที่สองหรอกครับ เพราะมันจะมีลักษณะใกล้เคียงกับรูปด้านล่างนี้มาก

ทฤษฎี Elliott Wave

มันจะปรากฏคลื่นย่อยในคลื่นย่อยในคลื่นย่อยอีกมากมายเลย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเวลาเราวิเคราะห์กราฟ ทำไมมันถึงไม่เหมือนหรือไม่ตรงกับที่คนอื่นวิเคราะห์ นั่นก็เพราะว่ามันจำเป็นจะต้องใช้จินตนาการในการมองที่ค่อนข้างสูง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าเราฝึกบ่อยๆ มันจะช่วยให้เรามองออกได้ง่ายๆ และด้วยมุมมองที่ต่างกัน จึงอาจจะส่งผลให้การวิเคราะห์ไม่เหมือนกับคนอื่นด้วยเช่นกัน ดังนั้นถามว่าควรจะเชื่อใครดี ผมว่าเราควรเชื่อในการวิเคราะห์ของตัวเองก่อนครับ และควรพิสูจน์ด้วยว่า ที่เราวิเคราะห์มันถูกมั้ย ฝึกทำบ่อยๆ อาจจะลองไปเทียบกับของคนอื่นบ้างก็ไม่เป็นไรครับ แต่ควรมั่นใจในตัวเองด้วยว่าตัวเองวิเคราะห์ถูก ฝึกบ่อยๆ ผมว่าคุณก็จะทำได้เช่นกันครับ

มารู้จักความหมายของแต่ละคลื่น Elliott Wave กัน

ตอนนี้คุณน่าจะรู้แล้วว่าตาม Elliott Wave Theory แล้ว จะแบ่งคลื่นออกเป็นทั้งหมด 8 คลื่นด้วยกัน และอย่างที่บอกไว้ว่า Elliott ได้วิเคราะห์ไว้อีกว่า พฤติกรรมของนักลงทุนมันสะท้อนออกมาอยู่ในรูปแบบของราคา ซึ่งมันมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำได้ โดยออกมาในรูปแบบของคลื่นทั้ง 8 นี้นั่นเอง เราไปดูกันทีกว่าว่าความหมายของแต่ละคลื่นมันคืออะไรบ้าง

คลื่นคำอธิบาย
Wave-1ช่วงนี้เป็นช่วงของการปรับตัวขึ้น หลังจากถูกถล่มย่อยยับมาแล้ว (หรือจะเรียกว่าเป็นการ Rebound ก็ได้) ในช่วงนี้คนในตลาดส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึก “กลัว” และ “ไม่แน่ใจ” ว่าทิศทางของตลาดจะเป็นยังไงต่อ และกำลังคิดว่า “มันกำลังแค่พักตัวอยู่รึปล่าว?” ดังนั้นการขยับตัวขึ้นในลักษณะนี้จึงเป็นการปูพื้นฐานของนักลงทุนได้อย่างดีเลย
Wave-2หลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นมาได้ซักพัก จู่ๆ ราคาก็จะปรับตัวลงมาเพราะความไม่แน่ใจว่าเป็นการพักตัวรึปล่าว บางคนก็เริ่มถอดใจปล่อยของออกมาก็มี ดังนั้นใน Wave นี้จึงเกิดขึ้นเพราะความอ่อนไหวของคนในตลาด เพราะเค้าไม่แน่ใจเลยซักนิดว่า Wave1 นั้นเป็นของจริงรึปล่าว (ซึ่งจริงๆ ให้ลองสังเกตดูนะครับว่า Volume ในช่วงนี้จะมีคนปล่อยของออกมาน้อย)
Wave-3สำหรับ Wave นี้ผมบอกได้เลยว่า ถ้าคุณหามันเจอ เราก็จะเริ่มเดาได้แล้วล่ะว่าเรานับ Wave ถููกมั้ย และจะทำให้เรารู้เลยว่าเรากำลังอยู่ในช่วงไหน ซึ่งใน Wave นี้หลังจากที่ได้ปัจจัยต่างๆเข้ามาช่วยกระตุ้น จึงทำให้นักลงทุนต่างๆ เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่ามันเปลี่ยน Trend แล้วแน่นอน ดังนั้นยิ่งความยิ่งมั่นสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ช่วงนี้ขยายตัวขึ้นไปได้สูงเท่านั้น (แต่ Wave นี้อาจซับซ้อนนิดนึงนะครับ)
Wave-4หลังจากที่ Wave 3 ขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ก็จะถึงเวลาที่จะมาสู่ Wave 4 ซึ่งถือเป็นการพักตัว และต้องสังเกตให้ดีๆ เลยนะครับ เพราะโดยปรกติแล้ว Wave4 จะมีความซับซ้อนมากกว่า Wave2 ซะอีก … ซึ่ง Wave4 นี้จะเป็นตัวบอกว่า Wave5 จะแรงแค่ไหน (ช่วงนี้ Volume จะมีไม่มากเท่าไหร่)
Wave-5เอาล่ะ Wave5 ถือเป็นโค้งสุดท้ายแล้วก่อนที่จะทำการปรับตัวลง เพราะตรงนี้ราคาจะเกินพื้นฐานมามากๆ แล้ว ใน Wave5 นี้ ถ้าเราลองสังเกตดู Volume ดูด้วย จะเห็นว่ามันอาจจะเกือบเท่ากับ Wave3 เลยก็ว่าได้
Wave-Aมาถึงแล้วล่ะ ช่วงเวลาแห่งความกลัวได้เรื่มขึ้นแล้ว เพราะใน Wave A ถือเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกของการเริ่ม Bear Market แต่เชื่อมั้ยครับว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเมามันอยู่กับ Wave5 อยู่เลย (มันขึ้นเพราะความโลภ แต่มันลงด้วยความกลัว) นักลงทุนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า Wave A ที่เกิดขึ้นมาเนี่ย น่าจะเป็นการพักตัวเฉยๆ ซะมากกว่า
Wave-Bหลังจากที่เกิด Wave A ขึ้น จู่ๆ ก็จะเกิดการดีดตัวกลับ จึงทำให้เกิด Wave B ขึ้น ซึ่งตรงนี้ปรกติแล้วเราจะเอาไว้ทำกำไรในช่วงขาลง ก็มีไว้สำหรับคนที่พลาดใน Wave A จะสามารถแก้ตัวใน Wave นี้ก็ยังทัน
Wave-Cสำหรับ Wave C จะเป้น Wave ที่มีการปรับตัวลงอย่างชัดเจน เพราะเป็นช่วงที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มหมดลงแล้ว ราคาจะปรับตัวลงมาอย่างบ้าคลั่งเลยทีเดียว

หวังว่าเมื่อคุณได้ทำความเข้าใจในพฤติกรรมของนักลงทุนที่เกิดขึ้นในแต่ละคลื่นแล้ว จะทำให้คุณทำความเข้าใจราคาในแต่ละช่วงได้ดีมากขึ้นนะครับ แต่ทีนี้ถ้าคุณเริ่มคันไม้คันมือ และอยากจะลองไปเขียนตัวเลขบนกราฟตัวเองดูบ้าง ก็อาจทำให้มึนกันไปเลยก็ได้ เพราะไม่รู้จะไปเริ่มตรงไหนยังไงก่อน ซึ่งก็อย่าพึ่งตกใจไปครับ เพราะคุณยังไม่ได้รู้หลักการในการนับคลื่นเลย ดังนั้นผมจะพ่วงหลักการนับคลื่นให้ด้วยนะครับ จะได้เอาไปฝึกใช้ได้ ทีนี้ก็มาเข้าประเด็นหลัก 2 ประเด็นสุดท้าย นั่นก็คือมาทำความรู้จัก Impulse Wave กับ Correction Wave ซึ่งเราจะมาเจาะลึกกันเลยว่าเราจะสังเกตแต่ละอย่างได้ยังไง


Impulse wave (5 คลื่น)

การนับคลื่น Elliott Wave

เป็นเรื่องที่สำคัญครับ เพระาถ้านับคลื่นไม่เป็น ที่เรียนๆ มาก็เอามาใช้ไม่ได้อยู่ดี (ฮาา) แต่เหนือสิ่งอื่นใด คุณจำเป็นจะต้องจำหลักการนับคลื่นทั้ง 4 ข้อนี้ให้ได้เสียก่อน นั่นคือ

ข้อที่ 1 Wave 2 จะต้องไม่เกิดต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของ Wave1 เด็ดขาด

ทฤษฎี Elliott Wave

ข้อที่ 2 Wave3 จะต้องไม่เป็น Wave ที่สั้นที่สุดในกลุ่ม Impulse Wave (แต่ก็ไม่จำเป็นต้องยาวที่สุดเสมอไป)

ข้อที่ 2 Wave3 จะต้องไม่เป็น Wave ที่สั้นที่สุดในกลุ่ม Impulse Wave (แต่ก็ไม่จำเป็นต้องยาวที่สุดเสมอไป)

ข้อที่ 3 มีจุดที่ต้องวิเคราะห์ 2 อย่างด้วยกันคือ

  • ช่วงแนวโน้มขาขึ้น ปลาย Wave4 ต้องไม่เหลื่อมจุดสูงสุดของ Wave1
  • ช่วงแนวโน้มขาลง ปลาย Wave4 ต้องไม่เหลื่อมจุดต่ำสุดของ Wave1
ทฤษฎี Elliott Wave

ข้อที่ 4 ถ้า Wave5 สูงกว่า Wave3 ไม่ได้ => อาจเป็นลางบอกเหตุแล้วล่ะว่าจะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้ม

ทฤษฎี Elliott Wave

หลักการนี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณสามารถกลับไปทำการบ้านนับคลื่นเองได้ เพราะผมก็ได้ยกตัวอย่างจนจุใจกันเลยทีเดียว แต่ก็แน่นอนครับ เวลาเราไปลองกับกราฟจริงๆ มันอาจจะไม่ได้ง่ายอย่างงี้ ดังนั้นคุณจึงควรรู้จักเรื่องสำคัญอีกเรื่องนึงครับ นั่นก็คือเรื่องการต่อตัว(Extension) นั่นเอง

การต่อตัว Elliott Wave

จนถึงตอนนี้ถ้าคุณได้ลองทำการบ้านโดยไปนับ Wave มาบ้างแล้ว คุณอาจจะรู้ได้ในทันทีว่ามันไม่ง่ายเลย (ฮาา) นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมพยายามจะบอก เพราะมันต้องใช้พลังในการจินตนาการค่อนข้างสูง และต้องฝึกให้ชำนาญมันถึงจะทำได้ และที่สำคัญ ในหัวข้อก่อนๆ ไม่กี่บรรทัดที่ผ่านมา ผมพูดถึงเรื่องของ Wave ที่มีความซับซ้อนใช่รึปล่าวครับ ตอนนี้ผมจะมาขยายความให้ครับว่า ไอ้คำว่า “ซับซ้อน” มันเป็นยังไง โดยสามารถอธิบายได้โดยใช้เรื่องของ “การต่อตัว (Extension)” โดยมีกฏเหล็กอยู่ข้อนึงที่คุณต้องทำจำก่อนครับว่า “การต่อตัวเกิดขึ้นได้ทุกที่” ไอ้เจ้ากฏเหล็กนี่แหละเป็นสาเหตุของความซับซ้อนของ Wave ต่างเลยล่ะ เพื่อบอกว่ามันสามารถเกิดที่ไหนก็ได้ นั่นหมายความว่าจะเกิดขึ้นที่ Wave1 ก็ได้ หรือเกิดที่ Wave B ก็ย่อมได้เช่นกัน หากไม่เห็นภาพ ผมจะวาดรูปให้ดูนะครับ เอาเป็นการต่อตัวที่ Wave5 ละกัน เอาล่ะ นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก (ฮาา) ซึ่งจากรูปด้านบนนี้ได้แบ่งประเภทออกเป็น

  • 1-5 คือ คลื่นหลัก (Primary Degree)
  • (1)-(5) คือ คลื่นรอง (Intermediate Degree)
  • 1-5 คือ คลื่นเล็ก (Minor Degree)
การต่อตัว Elliott Wave

ในคลื่นใหญ่ยังมีคลื่นย่อย ในคลื่นย่อยก็ยังมีคลื่นย่อยลงไปอีก แถมยังมีการต่อตัวขึ้นไปอีกได้ด้วย จนถึงตรงนี้อย่าพึ่งตกใจไปว่ามันยาก แต่อยากให้มองมุมใหม่ ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าท้าทายครับ เพราะมันเป็นการฝึกการนับคลื่นของคุณด้วย

Correction wave (3 คลื่น)

มากันได้ครึ่งทางแล้วล่ะครับ สำหรับเรื่อง Correction Wave นั้นจะมีรูปแบบอยู่เยอะโคตรเลยครับ (ฮาา) โดยสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้มาก่อนก็คือ คุณต้องรู้ก่อนว่า Trend ที่แท้จริงในตลาดเป็นยังไง เพราะพอรู้ Trend ปุ๊บก็จะรู้ Correction Wave ได้ทันทีเลย เพราะว่า Correction Wave คือ Wave ที่สวนทางกับ Trend นั่นเอง โดยจะมีแค่คลื่น A, B และ C เท่านั้น ซึ่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก อันได้แก่

  • รูปแบบการปรับตัวอย่างง่าย
  • รูปแบบซับซ้อน

1. รูปแบบการปรับตัวอย่างง่าย (แบ่งเป็น 4 รูปแบบย่อย)

1.1. Zigzag (5-3-5)

ชื่อก็บอกอยู่ว่ามันเป็น Zigzag นั่นก็คือจะเป็นการสลับกันไปมาของทั้ง 3 Wave โดยมีเงื่อนไขแค่ว่า Wave A จะต้องอยู่ต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของ Wave B และ Wave C จะต้องอยู่ต่ำกว่า Wave A นั่นเอง (ถ้าไม่เข้าใจก็ดูรูปประกอบด้วยละกัน เพราะผมวงเอาไว้ให้แล้ว) และด้วยสูตรที่ว่า 5-3-5 นั่นหมายความว่าใน Wave A จะมี Wave ย่อยอยู่ทั้งหมด 5 Wave ด้วยกัน และใน Wave B ก็จะมี Wave ย่อยอยู่ 3 Wave และใน Wave C จะมี Wave ย่อยอยู่ทั้งหมด 5 Wave นั่นเอง ซึ่งผมพยายามวาดรูปออกมาให้คุณเข้าใจง่ายและจำให้ได้ง่ายที่สุดแล้วล่ะครับ และข้อควรระวังนะครับ เพราะว่าอาจมีการต่อตัวเกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งก็ได้นะครับ (Extension) ดังนั้นจึงควรหัดนับ Wave บ่อยๆ จะได้รู้ว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ตรงไหน และตรงไหนคือการต่อตัว เป็นต้น

1.2. Flats (3-3-5)

ทีนี้จะเป็นแบบ Flats ซึ่งคำๆ นี้แปลว่า “ราบเรียบ” หรือ “ที่ราบ” ก็ได้ ซึ่งจากรูปผมพยายามขีดเส้นสีส้มเอาไว้ ให้คุณได้เห็นว่าช่วงของราคามันจะอยู่ในกรอบเส้นขนาน อาจจะออกนอกกรอบบ้างเลยน้อย แต่มันก็ยังคงอยู่ในเส้นขนานนั้นนั่นแหละ ข้อสังเกตคือ Wave A และ Wave B จะอยู่ในตำแหน่งเดียวกันเลย (หรือใกล้เคียงกันมากๆๆๆๆ) ในขณะที่ Wave B จะเกิดที่จุดใกล้กับจุดเริ่มของ Wave A เลย (ดูรูปประกอบก็จะรู้ว่ามันเป็นเส้นขนานของเส้นสีส้มนั่นเอง) และยังคำต้องเน้นย้ำกันอีกครั้งว่า ในแต่ละ Wave อาจจะมีการต่อตัวเกิดขึ้นได้เสมอ (Extension) ดังนั้นจึงอยากให้ลองสังเกต Wave บ่อยๆ นะครับ

1.3. Irregulars Flats (3-3-5)

ทฤษฎี Elliott Wave

Irregular Flats ก็คือพฤติกรรมที่เป็น Flats ไม่ได้นั่นแหละ พูดง่ายๆ ก็คือมันไม่สมบูรณ์แบบครับ ซึ่งแบบนี้ก็เป็น Pattern ได้ด้วยนะเออ (ฮาา) ดังนั้นมันยังคงเป็น Flats อยู่ จึงเป็น Pattern ที่คล้ายกันคือ 3-3-5 ซึ่งมันจะแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ

  • แบบที่ 1 จะเห็นว่า Wave B จะอยู่สูงเลยจุดเริ่มต้นของ Wave A เยอะเลย … และ Wave C จะอยู่ต่ำกว่าปลายของ Wave A เยอะเช่นกัน ดูแล้วไม่มีความพอดีกันเลย แต่ก็ยังคงเรียกว่า Irregular Flats อยู่ดี
  • แบบที่ 2 จะเห็นได้ว่าจุดเริ่มต้นของ Wave A และปลายของ Wave B จะอยู่ที่ตำแหน่งเดียวกันเลย แต่ปลายของ Wave C ไม่เลยปลายของ Wave A ซะหยั่งงั้น

เชื่อว่าถ้าดูรูปประกอบไปด้วย น่าจะทำให้คุณทำความเข้าใจ Irregular ได้มากขึ้น และถ้าลองไปนับจริงๆ ก็สังเกตช่วงการต่อตัวด้วยนะครับ เพราะบางครั้งมันมีจริงๆ แล้วมันจะทำให้คุณมึนเลยก็ว่าได้

1.4. Triangle

รูปแบบการปรับตัวอย่างง่าย Triangle

ชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็น Triangle ซึ่งแปลว่า “สามเหลี่ยม” นั่นแสดงว่ารูปแบบ Correction Wave ในรูปแบบนี้จะเป็นแบบสามเหลี่ยมนั่นเอง ซึ่งมีรูปแบบของสามเหลี่ยมอยู่ทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน

  • แบบที่ 1 Ascending Triangle เป็นรูปแบบของสามเหลี่ยมมุมฉาก ซึ่ง Low จะปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ High อยู่ที่เดิมหมดเลย ภายในสามเหลี่ยมนั้นจะมี Wave อยู่ทั้งหมด 5 Wave ย่อย (เหมือนในรูปเลย) ซึ่งเมื่อสิ้นสุดที่ Wave 5 แล้ว ราคาก็จะมีทิศทางไปต่อ
  • แบบที่ 2 Descending Triangle ลักษณะตรงข้ามกับสามเหลี่ยมแบบที่ 1 (สลับบนล่าง) เพราะนี่ก็ยังคงเป็นสามเหลี่ยมมุมฉากอยู่ ภายในจะมี 5 Wave ย่อยอยู่เช่นกัน
  • แบบที่ 3 Symmetrical Triangle เป็นรูปแบบของสามเหลี่ยมด้านเท่า (มุมภายในรวมกัน 60 องศา) แต่ก็ไม่ต้องไปกังวลเรื่องมุมมันมากนัก ขอแต่ High ไม่ได้อยู่ตำแหน่งเดียวกัน และ Low ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็น Symmetrical Triangle แล้วล่ะ ภายในจะมีอยู่ 5 Wave ย่อยเช่นเดียวกัน
  • แบบที่ 4 Expanding Triangle เป็นเหมือนสามเหลี่ยมสลับด้านกับแบบที่ 3 (สลับซ้ายขวา) โดยจะมีทั้ง New High และ New Low ตลอดเวลา ภายในสามเหลี่ยมจะมี Wave ย่อยอยู่ทั้งหมด 5 Wave ด้วยกัน

2.รูปแบบซับซ้อน (แบ่งเป็น 2 รูปแบบย่อย)

2.1 Double Three

ทฤษฎี Elliott Wave

มันคือการเอารูปแบบพื้นฐานมรต่อกัน 2 ครั้ง เช่นจากตัวอย่างผมเอา Zigzag มาต่อกับ Flats ซึ่งความท้าทายจะอยู่ที่การมองให้ออกว่าจะเป็นแบบนี้จริงรึปล่าว และการหารอยต่อระหว่างรูปแบบทั้ง 2 ว่าอยู่ตรงไหน ถ้าคุณมองมันออกก็โอเคแล้วครับ

2.2 Triple Three

ลักษณะคล้ายกับแบบแรกครับ เพราะแบบนี้คือการนำเอารูปแบบพื้นฐานมาต่อกัน 3 ครั้ง ในตัวอย่างผมเอา Zigzag มาต่อกับ Flats และค่อยเอามาต่อกับ Zigzag อีกทีนึง ซึ่งมันจะทำให้คุณเริ่มรู้แล้วล่ะว่าเราสามารถเอา Pattern ต่างๆ มาต่อกันได้

สรุป Elliott Wave คืออะไร

เอาล่ะ เรียกได้ว่าเป็นมหากาฬเลยก็ว่าได้ เพราะผมใช้เวลาเขียนบทความนี้นานพอสมควร แต่หลักๆ แล้วเรื่องของ Elliott Wave นั้น ประเด็นสำคัญคือการหาเป้าหมายของราคา และการหาว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงคลื่นตรงไหน โดยการสังเกตจากการหา Impulse Wave และ Correction Wave นั่นเอง ตอนนี้ผมคิดว่าคุณรู้หลักการนับคลื่นแล้วล่ะครับ เหลือแค่ลองกลับไปนับคลื่นดูด้วยตัวเอง เพราะทฤษฏีกับทางปฏิบัติมันค่อนข้างที่จะใช้จินตนาการสูงมากๆ เลยทีเดียว แต่ผมเชื่อว่าคุณเองก็สามารถทำได้ถ้าให้เวลากับมันอีกซักหน่อย ลองฝึกลองนับคลื่นดู แล้วกลับมาอ่านทฤษฏีดูอีกซักรอบ แล้วกลับไปทำ ทำวนไปอย่างงี้ซักพัก แค่นี้ก็คล่องแล้วล่ะครับ ลองกลับไปทำดูนะครับ

CR. thailandfxwarrior.com

error: Content is protected !!